facebooktwitteryoutube
in -
by admin - no comments
กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #12865
    avatar
    admin
    Keymaster
    นายเเพทย์ William Li ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง อธิบายว่าในชามีสารต้านอนุมลูอิสระอยู่หลายร้อยชนิด ซึ่งมีสรรพคุณเเละกลไกยับยั้งเซลล์มะเร็งแตกต่างกันไป ชาเเต่ละชนิดเช่นชาเขียว ชาดำ ชาผ่านการหมัก ก็มีสารต้านมะเร็งหลากหลายไม่ซ้ำกัน ท่านมีผลทดสอบว่าการดื่มชาเพื่อให้ได้ผลต้านมะเร็งมีประสิทธิภาพมากขึ้นควรใช้ชา( ชาใบ ไม่ใช่ชาปรุงเเต่งเป็นซอง) มากกว่า1 ชนิด ผสมกันเเล้วชงเป็นน้ำชา จะดีกว่าดื่มชาเพียงชนิดเดียว 
     
    ดื่มชา ชะลอวัย ต้านมะเร็ง
     
     
    วันนี้เรามาศึกษาความรู้ ที่มาของการดื่มชาจากผู้เชี่ยวชาญกันดีไหม ?? 
     
    ชา
    ชาเป็นเครื่องดื่มคลาสสิคของชาวจีนมาแต่โบราณ ก่อนที่วัฒนธรรมนี้จะเผยแพร่ไปยังญี่ปุ่น อินเดีย ยุโรป อเมริกา และ เป็นเครื่องดื่มประจำชาติของอังกฤษ..(ชาเลยกลายเป็นเครื่องดื่มของมหาอำนาจทั้งตะวันออกและตะวันตกไปเรยยยย…เราจะเรียกกันได้ไหมนะว่า ชาเป็นเครื่องดื่มมหาอำนาจ ?)
    ชากับตำนาน และ วัฒนธรรม
     
    ชาญี่ปุ่น
    ว่ากันตามประวัติศาสตร์ ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่ได้รับชาเป็นของกำนัลจากประเทศจีน แต่ผู้ที่นำการเพาะปลูกชาจากจีนมาสู่ญี่ปุ่นนั้นเป็นพระเซน ชื่อท่านอิซาอิ 
    ท่านอิซาอิได้ไปศึกษาพุทธศาสนาในประเทศจีน และ พบว่าตนทำสมาธิได้ยาวนานขึ้นเพราะได้ดื่มชา เมื่อเดินทางกลับญี่ปุ่นจึงนำเมล็ดชากลับมาปลูกด้วย ..ท่านอิซาอิได้สอดแทรกคำสอนและวิถีเซนลงไปในทุกกระบวนการปลูก การเก็บใบชา การชงชา ให้ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในวิถีของการปฏิบัติสมาธิและความละเมียดละไม และ ไม่แยกขาดจากวิถีเซน สิ่งนี้ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมการดื่มชา และพิธีชงชาของญี่ปุ่น ได้กลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ และเป็นศิลปะชั้นสูง ปัจจุบันแม้ชาญี่ปุ่นจะไม่ใช่ชาที่ครอบครองตลาดได้มากเท่ากับชาจีน และ ชาอินเดีย แต่ชาญี่ปุ่นคือใบชาที่จัดว่ามีราคาแพงที่สุดในโลก
     
    ชาอินเดีย
    ตำนานเล่าว่า พระพุทธเจ้าทรงดื่มน้ำที่มีส่วนผสมของใบไม้ชนิดหนึ่งคล้ายใบชาตั้งแต่พระองค์ทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณใน 5 ปีแรก น้ำดื่มที่มีใบไม้ชนิดนั้นนั้นทำให้พระพุทธองค์สดชื่น คลายความอ่อนล้า และบำเพ็ญสมาธิได้นาน
     
    อินเดียนั้นมีชาเป็นสมบัติของตนเองมายาวนานแล้ว ชาอินเดียมีใบขนาดใหญ่กว่าชาจีน และชาวอินเดียก็ดื่มชามานานแล้ว แต่ชาอินเดีย(ชาอัสสัม)ก็ไม่ได้เป็นสินค้าขึ้นชื่อเหมือนชาจีน จนกระทั่ง ศตวรรษที่ 19 อังกฤษมีปัญหาด้านการค้ากับจีน พ่อค้าอังกฤษรายหนึ่งจึงลักลอบนำต้นกล้าชาจากจีนเข้าไปทดลองปลูกในอินเดีย และ ส่งผลต่อมาในที่สุด อินเดียกลายเป็นผู้ส่งออกชารายใหญ่ให้กับอังกฤษ จนจีนแทบจะล่มจ่ม!
    ชากับชาวยุโรป
     
    ชาจีนเดินทางเข้าสู่ยุโรปโดยบาทหลวงเยซูอิทชาวโปรตุเกส ท่านมาเผยแพร่ศาสนาในประเทศจีนและนำเรื่องราวของ น้ำชาจีนเข้าสู่การรับรู้ของชาวโปรตุเกสเมื่อท่านกลับบ้าน ต่อมาจากนั้นชาจีนก็เดินทางเข้าประเทศโปรตุเกส สเปน ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศส และอังกฤษ ในศตวรรษที่ 17 นั้น ใบชาเป็นของล้ำค่าที่บ่งบอกฐานะ เป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูง ในยุคของพระราชินีอลิซาเบธที่ 1 (ยุคทองของอังกฤษ)ใบชามีราคาแพงกว่าทองคำ หลังจากนั้นชาก็ได้รับความนิยมมากขึ้น แพร่หลายมากขึ้น รวมถึงมีการคิดค้นวิธีการดื่มชาแบบใหม่ๆ ด้วย เช่นการเติมน้ำตาลและนม เพื่อเพิ่มรสชาติ สุดท้าย ชาได้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติของอังกฤษมาตั้งแต่นั้น 
     
    ชากับการแพทย์และสุขภาพ
     
    ชาช่วยให้ดวงตาสดใส น้ำเสียงกังวาน เป็นตัวช่วยพื้นฐานในเรื่องสุขภาพ เปิดจุดลมปราณ(เป็นประโยชน์มากในศาสตร์ของการฝังเข็ม) ขับลม เพิ่มกำลังย่อย ดับกระหาย ช่วยให้ชุ่มคอ ขับปัสสาวะ 
    ชามีฤทธิ์ขมฝาด ช่วยย่อยไขมันและน้ำมันในอาหารมื้อหนักที่เต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ ครีม และ ไขมัน สำหรับบางคน ชาอาจทำให้ท้องผูก แต่เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้ง่ายๆ ด้วยการเติมน้ำร้อนลงไปในถ้วยชาของอีกฝ่ายเพื่อให้น้ำชานั้นเจือจางลง จริงๆ แล้วหากเราไม่ชงชาด้วยการแช่ใบชาไว้ในกานานเกินไปก็จะไม่เกิดปัญหานี้
     
    ในเชิงการแพทย์ ชาถูกใช้เป็นสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการท้องร่วง โรคบิด และ โรคที่เกี่ยวกับระบบย่อย โดยมีวิธีการชงชาให้เข้มข้น แก่-อ่อน แตกต่างกันไป บางครั้งแพทย์ใช้ชาเพื่อการระงับเลือด และการขับเสมหะ อีกด้วย
     
    นอกจากนี้ยังมีศาสตร์แห่งการพอกใบชา การแช่ตัวในน้ำชา(น้ำอุ่น) เพื่อช่วยบรรเทารักษาอาการแพ้ อาการระคายเคือง และโรคทางผิวหนัง
     
    การชงชาพื้นฐาน
    น้ำที่ใช้ชงชาควรเป็นน้ำเดือดจัด(เดือดพล่าน) ลวกกาชาก่อน แล้วจึงใส่ใบชาลงไป เทน้ำร้อนให้ท่วมใบชา เขย่าเล็กน้อยเพื่อลวกใบชานั้น เทน้ำทิ้ง จากนั้นจึงเทน้ำร้อนเพื่อชงชาจริงๆ เราจะแช่ใบชาไว้ในน้ำร้อนเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น แล้วรินดื่ม(หรือเสริฟ) ทันที เราจะไม่แช่ใบชาค้างไว้ให้เสียรสชาติของชา
     
    เรียบเรียงจากหนังสือ Healing with Whole Foods และ Tea after time
    โดย คุณ Arunjitra T-Arj
กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
  • คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้