Categories
ข่าวรายวัน ผู้หญิง ความงาม สาระน่ารู้ อาหาร และสุขภาพ

6 ข้อที่ผู้หญิงต้องรู้เกี่ยวกับ โรคหัวใจ

อาการของโรคหัวใจที่เกิดกับผู้หญิงนั้นแตกต่างจากผู้ชาย ดังนั้นหลักเกณฑ์การตรวจวินิจฉัยที่ได้ผลสำหรับผู้ชายเมื่อนำมาใช้วินิจฉัยในผู้หญิงจึงมักผิดพลาด ไม่สมบรูณ์ ไม่มีประสิทธิผล หรือ ทำให้รักษาสายเกินไป:
6 ข้อที่ผู้หญิงต้องรู้เกี่ยวกับ โรคหัวใจ
 
1. อาการของผู้หญิงจะไม่ค่อยเด่นชัด หรือรุนแรงน้อยกว่า 
ต่างจากผู้ชายที่อาการจะเริ่มด้วยอาการเด่นชัดมากเช่น ชา หรือปวดรุนแรงบริเวณกลางอกด้านซ้าย(หรือบางครั้ง)ด้านขวา อาการของผู้หญิงอาจจะมีหลากหลายเช่น วิตกกังวล เครียด อาหารไม่ย่อย แน่นหน้าอก ตื่นกลางดึกและหายใจไม่ค่อยออก อ่อนล้า ปวดบริเวณต่ำกว่าไหล่ซ้ายลงไป หรือปวดบริเวณ ขากรรไกร ข้อศอก แขน โดยเฉพาะปวดแขนซ้ายพร้อมๆกับเจ็บบริเวณหน้าอก จุกแน่นในลำคอ หายใจขัด รู้สึกท้องไส้ปั่นป่วนอยากอาเจียน มึนงง เหงื่อออกมากผิดปกติ เจ็บกลางอก 
 
2. ผู้หญิงมักมีอาการโรคหัวใจช้ากว่าผู้ชาย (โดยสถิติผู้ชายมักมีโรคหัวใจด้วยอายุเฉลี่ยน้อยกว่าผู้หญิง10ปี) แต่หากเกิดอาการก็มักร้ายแรงกว่า ฟื้นตัวได้ยากกว่า เพราะเมื่ออายุมากขึ้นผู้หญิงมักมีปัญหาสุขภาพหลายๆด้านพร้อมๆกันเช่น ไขมันสูง ความดันสูง น้ำ้หนักเพิ่ม ฮอร์โมนเพศเสียสมดุลในวัยทอง นอกจากนี้แล้วยังวินิจฉัยได้ยากกว่าผู้ชายดูคล้ายกับโรคคนแก่ธรรมดาๆ หรือคล้ายๆอาการไขข้ออักเสบ 
 
3. ผู้หญิงโชคดีเพราะมีตัวช่วย….. 
ผู้ชายมักต้องเผชิญกับความเครียดในวัยทำงานมากกว่าผู้หญิงทำให้มีอุบัติการณ์โรคหัวใจมากกว่า เร็วกว่าผู้หญิง ต่างจากผู้หญิงที่โชคดีว่าในระหว่างวัยเลี้ยงดูลูก โดยธรรมชาติจะมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง เป็นตัวช่วยลด LDL และช่วยเพิ่ม HDL แต่ในวัยทองเมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง จึงขาดตัวช่วย…..ทำให้ LDLเพิ่มสูงขึ้น และ HDLลดต่ำลง 
แต่ตัวช่วยดังกล่าวจะสูญหายไปหากผู้หญิงทานยาคุมกำเนิด…..การทานยาคุมกำเนิดทำให้อัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสูบบุหรี่ร่วมด้วยอัตราเสี่ยงก็ยิ่งทวีคูณ 
มีข้อสังเกตุว่าโดยธรรมชาติร่างกายของผู้หญิงถูกสร้างขึ้นมาให้ทนทานต่อความเจ็บปวดได้มากเช่น ปวดประจำเดือน ตั้งครรภ์ คลอดลูก จึงมักทำให้ผู้หญิงค่อนข้างชาชิน จนมองข้ามอาการปวดเล็กๆน้อยๆบริเวณหน้าอกและหัวใจ 
 
4. โครงสร้างหัวใจของผู้หญิงแตกต่างกับผู้ชาย 
หัวใจของผู้ชายจะมีขนาดใหญ่กว่า กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงกว่า รองรับงานหนักฉุกเฉินได้มากกว่า 
แต่หัวใจของผู้หญิงมีขนาดเล็กกว่า เส้นเลือดแดงมีขนาดท่อ(เส้นผ่าศูนย์กลาง)เล็กกว่า ดังนั้นหากเกิดตะกรันไขมันก็จะอุดตันได้ง่ายกว่า 
 
5. อาการเจ็บหน้าอกในผู้ชายที่เกิดขึ้นหลังออกกำลัง จะทุเลาลงเมื่อได้พัก แต่อาการเจ็บหน้าอกของผู้หญิงจะเกิดขึ้นหรือจะหายไปอย่างไม่มีสาเหตุชัดเจน และถึงแม้ได้พักแล้วอาการอาจไม่ดีขึ้น ดังนั้นบ่อยมากที่อาการเจ็บหน้าอกในผู้หญิงมักถูกวินิจฉัยสับสนกับอาการปวดกระเพาะและลำไส้ ผู้หญิงจึงมักมีอาการเจ็บหน้าอกเล็กน้อยแต่เรื้อรัง( chronic lower-grade angina symptoms )ไม่เหมือนผู้ชายที่มักเกิดอาการแบบฉับพลัน 
 
6.ผู้หญิงมักตีค่า….ให้ค่า…. ของอารมณ์ความเครียด ขาดความสุข ว่าเป็นปัญหา “หัวใจ” ดังนั้นการตระหนักถึงปัญหาและอาการจึงซับซ้อนมากกว่า (หรือเอา “โรคหัวใจ” ไปปนเปกับอารมณ์และความสุขใจ-ทุกข์ใจมากกว่า) ต่างจากผู้ชายที่พอเกิดอาการขึ้นมาก็ฟันธงได้ทันทีว่าเป็น “โรคหัวใจ”แล้ว 
แต่ก็ยังนับว่าเป็นโชคดีของผู้หญิงที่มักสนใจดูแลตัวเองมากกว่าผู้ชาย พร้อมที่จะไปปรึกษา ตรวจร่างกายเมื่อรู้ว่าเกิดความผิดปกติขึ้นแล้ว 
 
เขียนโดย อายุรแพทย์โรคหัวใจ Dr.Stephen Sinatra 
แปลเรียบเรียงโดย Wellness 2012
Categories
ข่าวรายวัน สาระน่ารู้ อาหาร และสุขภาพ ไลฟ์สไตล์

หากใครเชื่อและวางใจน้ำตาล โรคหัวใจจะมาเยือน

ในขณะที่ American Heart Association แนะนำว่าควรบริโภคนำ้ตาลไม่เกินวันละ 6 ถึง 9 ช้อนชา
 
แต่ Dietary Guidelines ในปี2010 ของกระทรวงสาธารณสุขอเมริกาเองกลับแนะนำว่าสามารถบริโภคน้ำตาลได้มากถึงวันละ 10-15 ช้อนชา!!!!
 
นักวิจัยของUniversity of California ได้ทำการวิจัยตรวจสอบผลการบริโภคนำ้ตาลตามข้อแนะนำข้างต้นเพื่อดูว่ามีความน่าเชื่อถือแค่ไหน โดยการใช้น้ำตาลฟรุ้คโต้สจาก high fructose corn syrup เป็นตัวทดสอบ
 
พบว่าหลังจากทานนำ้ตาลจาก high fructose corn syrup ตามปริมาณที่แนะนำไว้เพียงสองสัปดาห์ 
 
เกณฑ์ประเมินอัตราเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ 
 
1) มีระดับคลอเลสโตรอล LDL และไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น 
2) มีระดับ apolipoprotein-B ( ทำให้เกิดตะกรัน คราบเหนียว ในผนังหลอดเลือด)เพิ่มสูงขึ้น 
 
High fructose corn syrup เป็นน้ำตาลที่มีต้นทุนถูกและผลิตจากอุตสาหกรรมขนาดยักษ์ ถูกนำไปผสมในน้ำอัดลม เครื่องดื่ม ขนม 
 
จัดเป็นน้ำตาลที่เป็นสาเหตุแห่งโรคอ้วน เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็ง ตามหลักฐานการศึกษามากมายเป็นที่รับรู้กันอย่างแพร่หลาย 
 
ผลการศึกษาครั้งนี้ ตีพิมพ์ใน The Endocrine Society's Journal of Clinical Endocrinology & Metabolism. ( หาอ่านได้จากลิงค์ greenmedinfo.com/article/high-fructose-corn-syrup-and-fructose-consumption-increase-risk-factors)
 
สรุปได้ว่า หากเชื่อและบริโภคตาม Dietary Guidelines ของกระทรวงสาธารณสุขอเมริกา 
 
จะทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจอย่างชัดเจน ต้องรีบทบทวนข้อแนะนำผิดๆที่เผยแพร่ให้กับสาธารณชน
 
สาระจากเวลเนสสองพันสิบสอง
Categories
ข่าวรายวัน สาระน่ารู้ อาหาร และสุขภาพ ไลฟ์สไตล์

เตือน ยาแก้ปวดมีผลข้างเคียงต่อโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ได้

ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nsaids) ที่ใช้กันเกร่อเช่น ibuprofen และ naproxen(มีอีกชื่อการค้าหนึ่งว่า Aleve) เวลาปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว ปวดตามข้อ ปวดประจำเดือน 
 
ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nsaids)

แม้ฉลากยาจะพิมพ์คำเตือนเอาไว้ว่า “ ระวัง การใช้ยาต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอัมพฤกษ์” แต่ก็ดูไม่มีใครใส่ใจกันนัก เพราะทุกคนที่ทานก็มักคิดว่า “ไม่รู้แหละ ก้อมันหายปวดดีอ่ะ” 

ล่าสุดมีการรวบรวมสถิติจากกลุ่มผู้ป่วยกว่า 350,000 รายจากการศึกษากว่า 600 ครั้ง พบข้อสรุปว่า ผู้ป่วยที่ทานยา ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nsaids)(หมายเหตุ : การศึกษานี้ไม่ได้หมายรวมถึงแอสไพรินเข้าไปด้วย) ทุกวันมีผลเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากขึ้นสามเท่าเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ได้ทาน ยกเว้นว่ายา naproxen ที่ดูเหมือนว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อหัวใจเช่นยาตัวอื่น 

Dr. Marie R. Griffin, แห่ง Vanderbilt University Medical Center ให้ความเห็นว่า “ต้องยอมรับว่ายาแก้ปวดเหล่านี้ไม่สมควรใช้ในรายที่มีอาการปวดเรื้อรัง ”
คุณหมอท่านนี้เพิ่งเขียนบทความลงในวารสาร The Lancet เพื่ออธิบายว่าในรายที่มีอาการปวดเรื้อรัง ไม่ควรใช้ยาแก้ปวดกลุ่มนี้ (ควรใช้เฉพาะกิจ หรือปวดเฉียบพลัน เท่าที่จำเป็นเท่านั้น) ถึงแม้ว่าจะหายปวดแต่มันก็เพิ่มความเสี่ยง

ยาแก้ปวดกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nsaids) ได้แก่ ibuprofen ซึ่งขายในชื่อการค้าว่า Motrin ; Advil; และยา naproxen ซึ่งขายในชื่อการค้าว่า Aleve, Naprosyn, Anaprox ; Naprelan; และยา celecoxib ซึ่งมีชื่อการค้าว่า Celebrex แต่ต้องจ่ายโดยใบสั่งแพทย์เท่านั้น 

สาเหตุที่มีคำเตือนเกี่ยวกับผลข้างเคียงดังกล่าวก็เนื่องจาก เมื่อสิบปีที่ผ่านมา มีรายงานการพบว่า ยา Vioxx, Bextra , Celebrex มีผลข้างเคียงทำให้อัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอัมพฤกษ์เพิ่มขึ้น จนในที่สุดบริษัท Merck ต้องถอนยา Vioxx ออกไปจากตลาดในปี 2004, และบริษัท Pfizer ต้องถอนยา Bextra ออกไปจากตลาดในปี ถัดมา 

ยา Diclofenac และยา Celebrex จัดเป็นยาที่มีผลข้างเคียงและเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจและอัมพฤกษ์ เจ้าหาที่ของบริษัท Pfizer ผู้ผลิตยา Celebrex ชี้แจงว่า ไม่ควรใช้ยานี้เกินกว่า 400 milligrams ต่อวัน ทั้งยังยืนยันว่ายานี้ไม่มีความเสี่ยงเหมือนยาในกลุ่มเดียวกัน (COX-2 inhibitor) 

ผลข้างเคียงอื่นๆเช่น ยาnaproxen ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะและลำไส้ และยา ในกลุ่ม Nsaids ยังอาจทำความเสียหายแก่ตับ ไต เพิ่มความดันโลหิตได้อีกด้วย 

สำหรับคนที่มีอาการปวดเรื้อรัง เมื่อทราบผลข้างเคียงเหล่านี้
จะ ทำอย่างไรดี :
■ “ สำหรับคนที่หากไม่ทานยาแล้วมีอาการปวดทรมานจนทำงานไม่ได้ มีคุณภาพชีวิตเลวลง ก็ควรทานยาในปริมาณน้อยสุด หรือ ลดความถี่ในการทานยาเท่าที่พอจะคุมอาการได้ เท่านั้น” แนะนำโดย Dr. Steven Nissen, chairman of cardiovascular medicine at the Cleveland Clinic.
■ หากคุณมีโรคหัวใจหรือเสี่ยงต่อโรคหัวใจ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะและลำไส้ ก่อนการใช้ยาดังกล่าวควรปรึกษากับแพทย์เพื่อขอข้อแนะนำหรือทางเลือกอื่นๆที่แพทย์เห็นควร 

จากบทความ The Heart Perils of Pain Relievers 
ใน The NewYork Times

 

 

ดังในข่าวที่แจ้งว่าอันตรายเกิดจากการทานอย่างต่อเนื่อง หากทานเฉพาะครั้งคราว อันตรายก็ลดลง. ทางที่ดีที่สุดควรค้นหาสาเหตุที่ทำให้ปวดอักเสบว่าเกิดจากอาหารชนิดใด(โดยเฉพาะน้ำตาลและน้ำมันพืช)แล้วรีบแก้ไขที่ต้นเหตุ ยาเหล่านี้ใช้เท่าที่จำเป็นจริงๆ

ถ้าสังเกตแล้วว่าปวดหัวเวลาอากาศร้อน. อย่าไปพึ่งยาเลยครับขี่ช้างจับตั๊กแตน ลองสูตรง่ายๆดื่มน้าสัก2แก้วพร้อมกับยาเขียวตราใบโพธิ์หรือฟ้าทะลายโจร หรือดื่มชาคาโมมายล์ เป็นวิธีธรรมชาติปลอดภัย

สาระน่ารู้ดีๆจาก เวลเนสสองพันสิบสอง