facebooktwitteryoutube
in ข่าวรายวัน - 08 ก.ค., 2013
by admin - no comments
ทำไมเสริมเกลือแร่ วิตามิน แล้วสุขภาพไม่ดีขึ้น
 วิตามิน นั้นเป็นสาเหตุหลักทำให้ไร้ผลในการป้องกันหรือรักษา สุขภาพ เนื่องจากเป็นระดับที่น้อยเกินกว่าจะให้ผล 
วันนี้อยากจะยกอีกผลการศึกษาหนึ่งเพื่อชี้ให้เห็นว่า การหลงเชื่อค่า RDAนั้นทำให้การบริโภควิตามินและเกลือแร่เป็นโมฆะอย่างไร? ทำไม? 
 
ทำไมเสริมเกลือแร่ วิตามิน แล้วสุขภาพไม่ดีขึ้น
 
1. รายงานการศึกษาปี2007 ในวารสาร Nutrition Journal (http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/17958896 ) 
ได้เปรียบเทียบผลจากสามกลุ่มตัวอย่าง 
กลุ่มแรกไม่ทานวิตามินเกลือแร่เสริมใดๆเลย 
กลุ่มที่สองทานหลายๆชนิดในปริมาณที่มากกว่า RDA 
กลุ่มที่สาม ทานวิตามินเกลือแร่เสริมตามปริมาณ RDAอย่างเคร่งครัด
ผลพบว่ากลุ่มที่สองมีอัตราเสี่ยงโรคเบาหวานลดลง 73% อัตราเสี่ยงโรคหัวใจลดลง 52% เมื่อเทียบกับกลุ่มแรก 
ยังพบว่า 45% ของกลุ่มแรก , 37% ของกลุ่มที่สาม มีระดับโฮโมซิสเตอีนสูงขึ้น(โฮโมซิสเตอีนสูงขึ้นทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น ) 
ในขณะที่กลุ่มที่สองซึ่งทานอาหารเสริมและวิตามินหลายๆชนิด มีระดับโฮโมซีสเตอีนสูงขึ้นเพียง 11% อันเป็นทิศทางเดียวกันกับระดับคลอเลสโตรอลในเลือด 
นอกจากนี้ 94%ของกลุ่มที่สองยังมีระดับวิตามินซีในกระแสเลือดที่เหมาะสม 
เทียบกับกลุ่มแรก 32% และ 11% ของกลุ่มที่สาม ที่มีระดับวิตามินซีในกระเแสเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ 
 
2. ไม่เคยยอมรับเกณฑ์ที่กำหนดปริมาณการบริโภควิตามินและเกลือแร่ที่สาธารณสุขกำหนดในแต่ละวัน (Recommended Daily Allowance หรือ RDA ) และพิมพ์อยู่ข้างขวดอาหารเสริมในทุกวันนี้ อยากจะใช้คำว่า “Ridiculous Dietary Arbitraries”หรือหลักเกณฑ์โภชนาการอันน่าขบขัน เสียมากกว่า เพราะปริมาณที่กำหนดดังกล่าวไม่มีทางพอเพียงสำหรับการดูแลรักษาสุขภาพที่ดีได้เลย 
ตัวอย่างเช่น ลิงกอริลล่าในสวนสัตว์ที่ลอนดอนได้รับวิตามินซีเสริมทุกวันๆละ 2,000mg แต่หลักเกณฑ์ RDAแนะนำว่าคนควรทานวิตามินซีเพียงแค่วันละ 80mg ซึ่งปริมาณแค่นี้ไม่มีประสิทธิภาพใดๆที่จะเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับแต่ละวันอย่างน้อยควรเป็นวันละ 1,000mg 
ในรายงานการศึกษาล่าสุด 2013 Cochrane review (http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/23440782) ได้สรุปว่า การทานวิตามิน C สม่ำเสมอสามารถลดอัตราการเป็นไข้หวัดในผู้ใหญ่ได้ถึง 8% และลดอัตราการเป็นไข้หวัดในเด็กได้ถึง 14% หากเริ่มมีอาการหวัดให้ทานวิตามินC ทันที1000 mg พบว่าช่วยอาการและความรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก 
ตามรายงานการศึกษาเมื่อเมษายน 2012 (http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22205155 ) พบว่าการใช่วิตามินซีในปริมาณสูงสามารถใช้รวมกับการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากได้ ในญี่ปุ่นก็มีคลีนิครักษามะเร็งกว่า200คลินิก โดยการฉีดวิตามินซีทางเส้นเลือดเพื่อประกอบการรักษามะเร็ง 
การบริโภควิตามินซีวันละ 1,000-2,000 mg พบว่าช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการหวัด ป้องกันมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ลดความดันโลหิต ลดคลอเลสโตรอล โดยไม่มีผลข้างเคียง ยังไม่เห็นยาชนิดใดที่จะมีผลต่อสุขภาพที่ครอบคลุมมากมายเช่นนี้มาเลย 
 
3. ในช่วงฤดูหนาวที่ร่างกายได้รับแสงแดดน้อยมาก ทำให้โอกาสได้วิตามินD จากธรรมชาติมีน้อยมาก แต่ RDAกำหนดว่าควรเสริมวิตามินดีเพียงแค่ 5mcg!!
มีการศึกษาในวารสารEuropean Journal of Clinical Nutrition ( http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/21731036 ) สรุปว่าร่างกายควรได้รับวิตามินดีมากขึ้น เพื่อเสริมภูมิต้านทานและยืดอายุขัย มีรายงานการศึกษาว่าการสัมผัสแสงแดดวันละครึ่งชั่วโมง พร้อมกับทานเนื้อปลา3 หน่วยบริโภคและไข่หกฟองจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีประมาณ15mcg ซึ่งไม่ง่ายเลย ดังนั้นจะเห็นว่าการทานวิตามินดีเสริมจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก แนะนำให้ทานวิตามินดีอย่างน้อยวันละ 30 mcg หากต้องการเสริมให้ร่างกายแข็งแรงมีภูมิคุ้มกัน 
 
4. เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็ยิ่งต้องการวิตามิน B12มากขึ้นเพื่อป้องกันมิให้สมองฝ่อตัว ป้องกันมิให้กระดูกหดตัวฝ่อลีบ 
มีรายงานการศึกษาใน journal Neurology ปี 2008 (http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/?term=A.+Vogiatzoglou+et+al+Neurology+2008%3B71%3A826–832 ) พบว่า40%ของประชากรอายุมากกว่า 61มีระดับวิตามิน B12 ไม่พอเพียงที่จะยับยั้งการฝ่อตัวของสมอง และกรดโฟลิค(วิตามินบีอีกชนิดหนึ่ง) ยังมีผลช่วยป้องกันมิให้ความจำเสื่อมอีกด้วย 
 
 
แปลและเรียบเรียงจากงานเขียนของ Patrick Holford ผู้เขียนหนังสือที่โด่งดัง Optimum Nutrition Bible
สาระดีๆจาดเวลเนสสองพันสิบสอง

ใส่ความเห็น

*