facebooktwitteryoutube
in ข่าวรายวัน - 20 มิ.ย., 2013
by admin - no comments
ทำอย่างไร? กับมะเร็งในระยะสุดท้าย
ทำอย่างไร?กับ มะเร็งในระยะสุดท้าย(Stage 4 cancer )
 
สู้กับมะเร็ง
 
ดังที่ทราบกันดีว่า ใครที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งในระยะสุดท้าย(Stage 4 cancer )ส่วนใหญ่ก็ถอดใจ เตรียมใจกลับบ้านเก่ากันทั้งนั้น
ยิ่งใครที่หมอบอกว่าต้องเตรียมใจว่าไม่เกิน…..เดือน ก็ยิ่งเร็ว 
 
แต่ยังมีความจริงอีกด้านที่พบว่าในจำนวนนี้หลายๆคนกลับมีชีวิตรอดมาได้จนบางคนเรียกว่าปาฏิหาริย์ แต่ทุกสิ่งบนโลกนี้มีเหตุผลเสมอ คนขี้เกียจหาเหตุผลก็มักโยนไปว่าเป็นเรื่อง ปาฏิหาริย์เพื่อตัดรำคาญ 
 
Dr. Kelly Turner ซึ่งทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับมะเร็งในระยะสุดท้าย(Stage 4 cancer ) ได้รวบรวมพฤติกรรมสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายกลับฟื้นสภาพขึ้นมาจนปลอดภัย 
 
 
1. ปรับเปลี่ยนอาหารที่บริโภค
 
ส่วนใหญ่ล้วนย้ำความสำคัญของการปรับเปลี่ยนอาหารที่บริโภค เน้นผักผลไม้ ถั่ว ธัญญพืช และอาหารที่ไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ งดทานเนื้อสัตว์ น้ำตาล นม ธัญญพืชที่ผ่านการขัดสี ดังนั้นเมื่อไม่มีพิษเข้าไปซ้ำเติมให้กับร่างกาย ขบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติของร่างกายก็กลับมาทำหน้าที่ฟื้นฟูได้มากขึ้น จนทำลายเซลล์มะเร็งได้
 
2. ปรับสภาพจิต และอาศัยพลังศรัทธา 
 
บางคนหันไปศรัทธาอย่างเข้มแข็งในศาสนา ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตใจเบิกบานขึ้น เคยมีการศึกษาพบว่าความศรัทธาอย่างแน่นแฟ้นทำให้หลายๆคนมีชีวิตยืนยาวออกไปอีกถึง 14 ปี 
 
3. ความรู้สึกอิ่มเอม รัก มีความสุข 
 
จิตใจที่เปี่ยมด้วยความรัก ร่าเริง สงบ ทำให้มีฮอร์โมนดีๆหลั่งออกมาทำงานเช่น oxytocin, dopamine, endorphin ,มีแก็ส nitric oxide ออกมาขยายหลอดเลือด จนสนับสนุนให้เซลล์เม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทานของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
 
4. ปลดปล่อยอารมณ์ร้ายๆที่หมักหมม 
 
การปลดเปลื้องอารมณ์ที่เป็นลบเช่น ความหวาดกลัว, ความโกรธ , ความเศร้าโศก เสียใจ, ความรู้สึกผิด , ว้าเหว่ , มองโลกในแง่ร้าย ,ซึมเศร้า , วิตกกังวล ด้วยวิธีการบำบัดต่างๆ ทำให้ลดปริมาณฮอร์โมนแห่งความเครียดทั้งหลายที่ออกมาทำร้ายเซลล์และอวัยวะ 
 
5. ทานสมุนไพรและวิตามิน 
 
การบริโภคสมุนไพรต่างๆ วิตามิน สารเสริมอาหาร ชา ยาบำรุง (ซึ่งไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวสำหรับทุกคน มีความหลากหลาย แตกต่างกันออกไป ) ไม่มีผลสรุปได้ว่าสารตัวไหนมีผลในการรักษาได้มากกว่ากัน 
 
6. การไม่ยอมรับคำพิพากษา
 
เคยมีผลการศึกษากับหนูทดลอง เมื่อจำลองเหตุการณ์บีบคั้น น่าตกใจ กับหนูทดลอง พบว่าหนูที่รู้จักเรียนรู้เอาตัวรอดจากสถานการณ์บีบคั้น น่าตกใจ จะมีอัตราการเป็นมะเร็งเพียง 30% ตรงกันข้าม หนูที่ยอมแพ้ ไม่่ต่อสู้ ไม่พยายามเรียนรู้ ยอมรับชะตากรรม จะมีอัตราการเป็นมะเร็งถึง 73 % 
 
เช่นเดียวกันแม้ว่าหมอจะวินิจฉัยด้วยศาสตร์สารพัดที่มีอยู่ แต่่นั่นไม่ใช่คำพิพากษา คุณย่อมรู้จักและรัก หวงแหน ร่างกายของคุณได้ดีกว่าหมอซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทันทีที่คุณลุกขึ้นมาปฏิวัติชีวิตเพื่อต้องการเอาชนะโรคร้าย ไม่นอนคอยชะตากรรม ก็จะเกิดกระบวนการใหม่ๆขึ้นมาในชีวิตของคุณ 
 
เรียบเรียงจากงานเขียนของ Dr. Kelly Turner และแพทย์หญิง Lissa Rankin

ใส่ความเห็น

*