สามัญสำนึก มาก่อน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี



กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #12622
    avatar
    admin
    Keymaster
    sense is not so common.” 
    Voltaire
    =========================
    สามัญสำนึก มาก่อน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
     
    ตั้งแต่มนุษย์กำเนิดมาบนโลก ก็หายใจและดำรงชีวิตด้วยอ็อกซิเจนตั้งแต่เกิดจนตาย 
    แต่ลาร์วัวสิเอร์นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสเพิ่งค้นพบว่าในอากาศมีก็าซอ็อกซิเจนเมื่อสองร้อยกว่าปีมานี้เอง 
     
    ทุกวันนี้เราวางใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ แต่ดูถูกหรือมองข้ามสามัญสำนึก(Common sense)
     
    1) เราคงเคยได้ยินข่าว การถอดถอนทะเบียนยา วัคซีน อาหารทั่วโลกที่เคยทานกันมา10-30 ปี เพราะต่อมาพบว่ามีพิษภัยกับร่างกายจนบางตำรับถึงกับทำให้พิการ หูหนวก ตาบอด เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่อาจสะเพร่า หละหลวม ลวกๆ 
     
    2) เพียงช่วงเวลา 30 กว่าปีมานี้ เราใช้โทรศัพท์มือถือกันอย่างแพร่ระบาดจนกลายเป็นปัจจัยที่หกในชีวิต ใครๆก็ใช้ได้ นักวิทยาศาสตร์ก็ออกมารับรองความปลอดภัย แต่เราเคยตั้งคำถามdกันบ้างไหมว่า “แล้วจะอีหรอบเดียวกับทะเบียนยา วัคซีน อาหารทั่วโลกที่ถูกถอดถอนอีกไหมน๊อ” 
     
    3) ระบบประสาทในร่างกายเราที่มีเซลล์ประสาทหลายล้านเซลล์ ที่ทำงาน ออกคำสั่ง สื่อสารระหว่างเซลล์ด้วยกระเเสไฟฟ้าอย่างอ่อนๆ แต่ทุกวันนี้ร่างกายเราตกอยู่ภายในคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแรงๆ รายล้อมรอบตัว จากโทรศัพท์มือถือ จากWifi Router จากหน้าจอทีวี จอคอมพิวเตอร์ หลอดไฟฟลูออเรสเซนท์ หลอดประหยัดไฟ จากสายไฟฟ้าแรงสูง จากเตาไมโครเวฟ จากเครื่องเอ็กซ์เรย์ตามสนามบิน ฯลฯ ลองคิดอย่างสามัญดู “ ท่านเคยขับรถเก๋งคันเล็กๆวิ่งสวนกับรถบัสคันโตๆ แล้วรถเซเพราะแรงดูด? เคยฟังวิทยุอยู่ดีๆจู่ๆมีโทรศัพท์ดังขึ้นเสียงวิทยุอู้อี้ไปเลย ? ทำไมเวลาขึ้นเครื่องบินแอรืโฮสเตสถึงต้องให้ปิดโทรศัพท์มือถือและเครื่องเล่นทุกชนิดเพราะอาจรบกวนระบบสื่อสารของเครื่องบิน? ” 
    ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนสภาวะอะไร?
     
    ลองหันกลับมาคิดว่ากระแสไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเกิดผลกระทบ ผลรบกวน อย่างไรกับกระเเสไฟฟ้าภายในประสาทและสมอง อย่าไปนั่งรอ นอนรอให้นักวิทยาศาสตร์วิจัย ไปอีกร้อยปี เพราะทุกวันนี้งานวิจัยหลายแสนหน้าก็นอนอยู่บนหิ้งแต่ไม่เคยได้รับการเผยแพร่ออกมาให้กับสาธารณชน แต่เราควรถามตัวเองด้วยคำถาม common common ว่า ทำไมเวลาขึ้นเครื่องบินแอร์โฮสเตสถึงต้องให้ปิดโทรศัพท์มือถือและเครื่องเล่นทุกชนิดเพราะอาจรบกวนระบบสื่อสารของเครื่องบิน? และถามตัวเองว่า ระบบประสาทในร่างกายเรา ที่ทำงาน ออกคำสั่ง สื่อสารระหว่างเซลล์ด้วยกระเเสไฟฟ้าอย่างอ่อนๆนั้นแข็งแกร่งกว่า หรือบอบบางกว่าระบบควบคุมในห้องนักบิน ??
     
    4) อาหารที่เราเคยอุ่นให้ร้อนปรุงให้สุกด้วยความร้อนปกติ แต่เมื่อเปลี่ยนไปด้วยเทคโนโลยี่เตาไมโครเวฟ ที่ใช้คลื่นไมโครเวฟทำให้โมเลกุลของอาหารสั่นสะเทือนด้วยความถี่หลายล้านครั้งต่อวินาทีจนวิ่งชนกัน เสียดสีกัน จนน้ำในอาหารเดือด เราต่างชื่นชมว่าประหยัดเวลาจัง ฉลาดจังเน๊าะ แต่ลองถามตัวเองด้วยคำถาม common common ว่า โมเลกุลอาหารที่วิ่งชนกัน เสียดสีกันหลายล้านครั้งต่อวินาที มันจะแตกกระเจิง หลุดลุ่ย เหวอะหวะ รุ่งริ่งอย่างไรน๊อ ถามแบบวิชาการก็ถามว่า “เอ แล้วสารอาหารมันจะกลายพันธุ์ Mutate หรือไม่ ?” 
     
    หากใครเคยได้ยินข่าว พยาบาลรายหนึ่งในอเมริกาที่รีบอุ่นถุงเลือดที่แช่เย็นไว้ ก่อนนำไปเติมให้ผู่ป่วยรายหนึ่ง แล้วต่อมาผู้ป่วยเสียชีวิตเพราะโครงสร้างโปรตีนในเลือดที่เติมเข้าไป เสียหาย ร่างกายใช้งานไม่ได้ !!! ข่าวอย่างนี้พอจะบอกคำตอบ common common อะไรๆได้บ้างไหม?
     
    ผมรู้สึกเสียวแทนคนยุคนี้้ที่กำลังพึ่งพาอาหาร จานด่วนตามร้านสะดวกซื้อ พนักงานนำอาหารที่แช่เเข็งที่ล้วนแล้วแต่บรรจุในกล่องพลาสติค แล้วก็อุ่นด้วยเตาไมโครเวฟ จนควันฉุยออกมาให้ลูกค้า สองเด้ง โชค(เคราะห์)สองชั้น ทั้งสารอาหารที่กลายพันธ์ุและสารระเหยจากพลาสติก 
     
    สงสารพนักงานร้านสะดวกซื้อจนจับใจ ไม่รู้ว่าวันๆหนึ่งต้องสัมผัสกับคลื่นไมโครเวฟขนาดไหน 
    เคยมีการตรวจสภาพการรั่วไหลของเครื่องกันบ้างไหม ? 
     
    ลำพังความร้อนก็ทำให้มีสารระเหยรั่วไหลออกมาจากพลาสติกอยู่แล้ว ยังไม่นับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระแทกโมเลกุลของพลาสติกเข้าไปอีก
     
    รำพันมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้บอกให้ระทดท้อต่อชีวิต แต่กำลังเตือนว่า อยากมีชีวิตยืนยาว สุขภาพไม่เจ็บป่วย หัดคิดด้วย Common sense เยอะๆ เชื่อเทคโนโลยี่น้อยๆ 
     
    คติฝรั่งยุคใหม่ หลังจากมีมะเร็ง และโรคร้ายๆ เต็มบ้านเต็มเมือง 
     
    “ Eat everything from Plant ; Don’t eat anything made in the Plant” อะไรที่มาจากธรรมชาติโดยไม่ได้ดัดแปลง ทานไปเลย อะไรที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม อย่าไปทาน
     
    เมื่อรู้ตัวว่าต้องสัมผัส ต้องอยู่กับคลื่นแม่เหล้กไฟฟ้า หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ให้รู้จักป้องกันตัวดังนี้
     
    1) ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร 
     
    2) ถอดรองเท้า เดินบนสนามหญ้าด้วยเท้าเปล่า ตอนเช้าๆทุกวันๆละ30 นาที ประจุอีเล็คตรอนจากพื้นโลกจะแทรกซึมผ่านฝ่าเท้าเข้ามาปรับสมดุลประจุไฟฟ้าในร่างกาย พร้อมกับแสงแดดตอนเช้าช่วยกระตุ้นผิวหนังให้สร้างวิตามินดี อันเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ 
     
    3) แกว่งแขนเพื่อเร่งกำจัดพิษออกจากระบบน้ำเหลือง บริหารด้วยโยคะ ไท้เก้ก ให้เลือดไหลเวียนหล่อเลี้ยงสมองมากขึ้น 
     
    4) อย่าทำงานหน้าจอคอมฯ ต่อเนื่องนานๆ หาเวลาพักสายตาออกไปเดินภายนอกอาคารเป็นพักๆ 
     
    5) เวลากลางวันอย่าเอาแต่นั่งอุดอู้ในห้องที่มีแสงไฟ แต่ไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ หาเวลาออกไปมองท้องฟ้า ก้อนเมฆ พอตกกลางคืน ก่อนสี่ทุ่มต้องปิดทีวี ปิดมือถือ ปิดWifi Router ปิดแสงสว่าง เอกเขนกหลับตา ตามลมหายใจเบาๆ นับ1-100 ก่อนจะผลอยหลับไปในห้องนอนที่มืดสนิท 
     
    6) ยอมเสียเวลาสักนิดเพื่ออุ่น ปรุงอาหารด้วยการนึ่ง ต้ม ผัด แทนการใช้เตาไมโครเวฟ 
     
     
    ชะตาชีวิต ลิขิตได้ สุขภาพไม่ใช่เรื่องชะตากรรม 
    ทำได้หรือไม่ได้ อยู่ที่แรงปรารถนา
     
    สาระดีๆจาก เวลเนสสองพันสิบสอง
กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
  • คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้

แจ้งเตือน: กรุณาเข้าสู่ระบบ เพื่อการใช้งานภายในเว็บไซต์ที่สมบูรณ์

Thlive.com อัพเดทสาระน่ารู้ ข่าวสาร เรื่องเด่น เรื่องดัง ทันกระแสแบบสดๆกันเลย

Copyright 2015 © All right reserved.