facebooktwitteryoutube
in -
by admin - no comments
กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #13128
    avatar
    admin
    Keymaster
    นับเป็นผลกระทบรุนแรงต่อผู้ปกครอง เด็ก สังคม ประเทศชาติ 
     
    มีความพยายามอธิบายสาเหตุด้วยทฤษฎีหลากหลาย 
     
    บางคนก็อ้างว่าเป็นเรื่องบุญ ทำกรรมแต่ง ยีนส์ พันธุกรรม 
    บางคนก็อ้างว่าเกิดจากปัญหาการเลี้ยงดู
    บางคนก็อ้างว่าเกิดจากปัญหาการโภชนาการ
    บางคนก็อ้างว่าเกิดจากปัญหาการติดเชื้อขณะตั้งครรภ์
     
    แต่มีท่านหนึ่งอธิบายได้ค่อนข้างหนักแน่น ครอบคลุม ว่า 
    สาเหตุสำคัญของอุบัติการณ์เหล่านี้เกิดจาก 
     
    “ความเสียหายของระบบจุลินทรีย์ในลำไส้ของมารดาที่ถูกถ่ายทอดมายังทารกและเด็ก !!!” 
     
    ในปี 2004 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งสามสาขา คือ แพทย์ ประสาทวิทยา โภชนาการ คือ Dr Natasha Campbell–McBride, MD, MMedSci (neurology), MMedSci (human nutrition) หลังจากได้ใช้เวลาศึกษา วิจัย รักษา เด็กที่มีอาการเหล่านี้อย่างยาวนานได้บัญญัติกลุ่มความบกพร่องเหล่านี้ว่า 
     
    “ กลุ่มอาการ Gut and Psychology Syndrome (GAP Syndrome)” 
     
    ทั้งนี้ Dr Natasha Campbell ได้ดำเนินการวิจัย การรักษา บนหลักการของปฐมาจารย์สองท่าน 
     
    1) บิดาแห่งการแพทย์ Hippocrates (460-370 BC) กล่าวว่า “โรคภัยทุกชนิดล้วนมีสาเหตุแรกเริ่มภายในลำไส้!” 
     
    ปฐมาจารย์ด้านจิตเวชชาวฝรั่งเศส Phillipe Pinel (1745–1828)ได้เคยสรุปในปี 1807ว่า : “ ความผิดปกติทางจิตและประสาทนั้นมีมูลเหตุจากภายในกระเพาะและลำไส้ ” 
     
    Gut and Psychology Syndrome (GAP Syndrome or GAPS) คือกลุ่มโรคและกลุ่มอาการ ทางสมอง / จิตและอารมณ์อันเกี่ยวเนื่องจากความผิดปกติของระบบย่อย ระบบดูดซึมอาหารภายในลำไส้ 
     
    ซึ่งรวบรวมกลุ่มโรคและกลุ่มอาการได้แก่ 
     
    ออทิสติก (Autism Spectrum Disorder)
    ADD ย่อมาจาก Attention Deficit Disorder แปลเป็นไทยคือ"อาการสมาธิสั้น"
    ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) 
    schizophrenia โรคจิตเภท 
    dyslexia ความบกพร่องในการอ่าน 
    dyspraxia
    depression ซึมเศร้า 
    obsessive –compulsive disorder
    bi-polar disorder โรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว
     
    จากประสบการณ์ของDr. Natasha ที่คลุกคลีกับเด็กพิเศษเหล่านี้พบว่านอกจากอาการผิดปกติทางจิตอารมณ์และสมองแล้ว เด็กเหล่านี้ยังมักมีปัญหาสุขภาพทางกายร่วมด้วยเช่น ระบบดูดซึมบกพร่อง ภูมิแพ้ ขาดสารอาหาร หอบหืด ผดผื่น นิสัยการกินจุบจิบ 
     
    มีอยู่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าในร่างกายของคนเรา(ผู้ใหญ่)มีจุลินทรีย์อาศัยภายในลำไส้ (gut micro-flora) ปริมาณรวมแล้วมีน้ำหนักมากถึงสองกิโลกรัม ปริมาณของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ภายในร่างกายมนุษย์ก็ยังมีจำนวนมากกว่าจำนวนเซลล์ร่างกายของเราเสียอีก
     
    ( นักวิทยาศาสตร์การแพทย์บางคนเคยล้อเลียนว่ามนุษย์เรามาอาศัยบ้านของจุลินทรีย์ต่างหาก จุลินทรีย์ไม่ได้มาอาศัยในบ้านของมนุษย์แต่อย่างใด) 
     
    หากเรามีประชากรจุลินทรีย์ที่ดี เข้มแข็งกว่าจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรค เราก็จะมีสุขภาพที่ดี ไม่ป่วยเจ็บ
     
    ประชากรเด็กๆที่คลอดจากคุณแม่ที่เกิดในช่วงระยะเวลา 1960-1970 เป็นหลักฐานทางการแพทย์ชิ้นสำคัญของ GAP Syndrome or GAPS
     
    เพราะพบว่าเด็กเหล่านี้( ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นหนุ่ม สาว)มีสภาพจุลินทรีย์ภายในลำไส้ผิดปกติมากที่สุด อันเนื่องจาก 
    1) ประชากรเด็กในยุคดังกล่าวมักถูกเลี้ยงลูกด้วยนมวัว นมผง ไม่ได้ทานนมแม่
     
    2) คุณแม่ในยุคดังกล่าวมักทานยาคุมกำเนิด ก่อนแต่งงาน(ยาคุมกำเนิดมีผลกระทบต่อจุลินทรีย์ที่ดีๆ)
     
    3) คุณแม่ยุคดังกล่าวใช้ชีวิตในยุคสมัยที่ยาปฏิชีวนะกำลังเฟื่องฟูสุดขีดจนกลายเป็นยาสามัญประจำบ้าน ยาปฏิชีวนะจัดเป็นมหันตภัยสำหรับจุลินทรีย์โดยตรงเพราะมันไม่ได้เลือกทำลายเฉพาะเชื้อโรคเท่านั้นแต่ทำลายจุลินทรีย์ภายในลำไส้ไปด้วย ทำให้เชื้อโรคบางชนิด(ประมาณกันว่าในลำไส้มีเชื้อโรคอยู่รวม 500สายพันธุ์) กำเริบขยายพันธุ์
     
    4) นอกเหนือจากนมวัวแล้ว คุณภาพอาหารในวิถีชีวิตประจำวันที่เด็กได้บริโภคยังส่งเสริมให้เชื้อโรคเติบโต หรือก่อให้เกิดภูมิแพ้เรื้อรัง 
     
    ภาวะผิดปกติภายในลำไส้ของแม่อันเนื่องจากจุลินทรีย์ผิดปกติ นี้ มักทำให้ผู้เป็นแม่มีอาการลำไส้แปรปรวน ภูมิแพ้ แพ้ภูมิตนเอง อ่อนเพลียเรื้อรัง ปวดศรีษะ ผิวหนังเป็นผดผื่น และในท้ายที่สุด ภาวะจุลินทรีย์ผิดปกติภายในลำไส้นี้ก็จะค่อยๆถูกถ่ายทอดไปยังลูก 
     
    สมดุลจุลินทรีย์นับว่ามีบทบาทกับสุขภาพมาก เพราะจุลินทรีย์ในลำไส้มีคุณประโยชน์ในการย่อยอาหาร ดูดซึมอาหาร เมื่อเด็กเริ่มชีวิตด้วยสมดุลจุลินทรีย์ที่ผิดปกติแล้ว แน่นอนว่าระบบการย่อยและดูดซึมสารอาหารจะผิดเพี้ยนไปหมด 
     
    ร่างกายเด็กจึงมักมีภาวะพร่องแร่ธาตุเช่น magnesium, zinc, selenium, copper, calcium, manganese, sulphur, phosphorus, iron, potassium, vanadium, boron มีภาวะพร่องวิตามิน B1, B2, B3, B6, B12, C, A, D, folic acid, pantothenic acid มีภาวะพร่องกรดไขมันจำเป็น omega-3, 6, 9 , และกรดอะมิโน taurine, alpha-ketoglutaric acid, glutathione และอื่นๆ 
    ทำให้พัฒนาการร่างกาย สมอง เชาวน์ปัญญาบกพร่อง 
    และที่ก่อให้เกิดอาการรุนแรงก็คือ อาการอันเกิดจากแพ้ภูมิตนเอง แพ้อาหาร(แต่ไม่รู้ตัว)
     
    วัฏจักรแห่งความเลวร้าย( Viscious cycle )ก็ยิ่งซ้ำเติม เมื่อภูมิต้านทานเด็กอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย ก็หันไปพ่ึงยาปฏิชีวนะมากขึ้น ยาก็ยิ่งทำลายจุลินทรีย์ในลำไส้มากขึ้น 
     
    นอกจากบทบาทช่วยย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารแล้ว จุลินทรีย์ในลำไส้ยังช่วยสังเคราะห์วิตามินเช่น: vitamin K, pantothenic acid, folic acid, thiamine (vitamin B1), riboflavin (vitamin B2), niacin (vitamin B3), pyridoxine (vitamin B6), vitamin B12
     
    ในลำไส้ผู้ป่วยเหล่านี้มักมีเชื้อโรคบางชนิดที่อาศัยธาตุเหล็กเลี้ยงชีพเช่น Actinomyces spp., Mycobacterium spp., pathogenic strains of E.Coli, Corynebacterium spp. เจริญเติบโตผิดปกติ จนทำให้ร่างกายขาดแคลนธาตุเหล็กไม่ว่าจะบริโภคอาหารที่มีธาตุเหล็กแล้ว ก็ยังคงมีอาการโลหิตจางอยู่ 
     
    หมายเหตุ : ติดตามตอนต่อๆไป ที่ทะยอยนำมาลง เพื่อเตือนทุกท่านให้ตระหนักความสำคัญของโภชนาการที่ดี ไม่ได้สำคัญแค่กับตัวเองเท่านี้น แต่ยังผลไปถึงลูกหลาน และคนรอบข้างในครอบครัวอีกด้วย
     
    อุบัติการณ์ ออทิสติก เด็กไฮเปอร์ สมาธิสั้น เพิ่มทวีตัวมากขึ้นๆ
     
    สาระดีๆเช่นเคยจากเวลเนสสองพันสิบสอง
     
กำลังดู 1 ข้อความ - 1 ผ่านทาง 1 (ของทั้งหมด 1)
  • คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้