facebooktwitteryoutube
in ข่าวรายวัน - 09 พ.ย., 2012
by admin - no comments
ประวัติ Clive Staples Lewis (C. S. Lewis) ผู้เขียนตำนานแห่งนาร์เนีย

ประวัติ Clive Staples Lewis (C. S. Lewis) ผู้เขียนตำนานแห่งนาร์เนีย

เกิด: 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1898 ไอร์แลนด์ ถึงแก่กรรม: 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 อ๊อกซฟอร์ด อังกฤษ อาชีพ: อาจารย์ นักประพันธ์ แนวทางการเขียน: นิยายแฟนตาซี นิยายวิทยาศาสตร์ งานเขียนด้านศาสนา วรรณกรรมเยาวชน ได้อิทธิพลจาก: จอห์น มิลตัน เอช. ไรเดอร์ แฮ็กการ์ด เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ตำนานนอร์ส ตำนานกรีก ตำนานไอริช

ไคลว์ สเตเปิลส์ ลิวอิส (อังกฤษ: Clive Staples Lewis; 29 พ.ย. พ.ศ. 2441 — 22 พ.ย. พ.ศ. 2506) หรือรู้จักในนาม ซี.เอส. ลิวอิส เป็นนักเขียนที่เป็นที่รู้จักจากวรรณกรรมชุดตำนานแห่งนาร์เนีย ซึ่งได้แปลเป็นภาษาต่างๆ มากกว่า 30 ภาษา และมียอดขายรวมทั่วโลกไปแล้วมากกว่า 100 ล้านเล่ม ลิวอิสเกิดที่ประเทศไอร์แลนด์ สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด และได้เป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยแม็กดาเลน อ๊อกซฟอร์ด เป็นเวลาเกือบสามสิบปี เขาเป็นสหายสนิทของเจ. อาร์. อาร์. โทลคีน ผู้แต่งเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ด้วย ทั้งสองเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ด เป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีบทบาทในการปฏิรูปหลักสูตรภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย และเป็นกลุ่มผู้ก่อตั้งชมรมอิงคลิงส์ในยุคเริ่มต้น ต่อมาเขาจึงได้มาเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในตำแหน่ง Professor of Medieval and Renaissance Literature (ศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมยุคกลางและยุคเรเนสซองส์) คนแรกของเคมบริดจ์ นอกจากเรื่องชุดนาร์เนียแล้ว ลิวอิสเขียนหนังสือเกี่ยวกับหลักความเชื่อทางศาสนา ผลงานวิชาการ และบทกวีหลายเล่ม เช่น The Pilgrim's Regress (1933) The Allegory of Love (1936) Out of the Silent Planet (1938) ่่่

นาร์เนีย

Thumbnail

นิยายชุดนาร์เนียของลิวอิสมีทั้งหมด 7 เล่ม เมื่อตีพิมพ์ตอนแรก ตู้พิศวง ในปี ค.ศ. 1950 ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก หากภาพยนตร์มหันตภัยแห่งแหวนคือเรื่องราวสำหรับผู้ใหญ่แล้ว นาร์เนียคงเป็นเรื่องราวสนุกสนานสำหรับเด็กอย่างแน่นอน โดยผสมผสานคติทางศาสนาคริสต์ได้ลงตัวสุดแยบยล ต่างจากนิทานชาดกซึ่งมักจะสรุปทุกสิ่งยัดเยียดต่อผู้อ่านและผู้ชมอย่างโจ่งแจ้ง การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์คล้ายใน พ่อมดแห่งออซ โดยแสดงออกถึงความไร้เดียงสาของเด็กซึ่งถูกผู้ใหญ่ทอดทิ้ง ต้องการหลีกหนีโลกแห่งความจริงอันโหดร้ายไปผจญภัยในดินแดนแห่งจินตนาการ และสื่อสารให้เห็น ความดี-ความชั่ว ผ่านตัวละคร,สรรพสัตว์ สุดท้ายพวกเด็กๆ ก็จะสับสนกับการตัดสินใจกลับสู่โลกปัจจุบันอันน่าเบื่อหน่าย หรือจะอยู่ต่อในดินแดนมหัศจรรย์ที่พวกเขากลายเป็นวีรบุรุษ

ตำนานแห่งนาร์เนีย

ตำนานแห่งนาร์เนีย (อังกฤษ: The Chronicles of Narnia) เป็นชุดนิยายแฟนตาซีจำนวน 7 เล่ม เขียนโดย ซี.เอส. ลิวอิส ระหว่าง ค.ศ. 1949-1954 ได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนคลาสสิกเรื่องหนึ่ง และเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของผู้เขียน ปัจจุบันถูกจำหน่ายไปมากกว่า 100 ล้านเล่มใน 41 ภาษา[ต้องการอ้างอิง] ได้รับการดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์, ละครวิทยุ, ภาพยนตร์ และละครเวทีหลายครั้ง ตำนานแห่งนาร์เนีย เป็นเรื่องของเด็กที่เข้าไปผจญภัยในดินแดนแห่งนาร์เนีย ซึ่งสัตว์สามารถพูดภาษามนุษย์ เต็มไปด้วยเวทมนตร์และสัตว์ประหลาดในเทพนิยาย ตัวเอกในหนังสือแต่ละเล่มจะแตกต่างกันไป แต่ทุกเล่มจะจับความตามช่วงเวลาในอาณาจักร์นาร์เนีย โดยมีสิงโตอัสลานเป็นตัวละครสำคัญ ชุดนาร์เนียฉบับภาษาไทยได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง ครั้งล่าสุดจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ผีเสื้อ แปลโดยสุมนา บุณยะรัตเวช

Thumbnail

ลิวอิสได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตวัยเด็กของเขา ประกอบกับความเชื่อในตำนานและคริสต์ศาสนา เขายังเป็นผู้นำกลุ่มอิงคลิงส์อีกด้วย ตัวละคร ฟอน เซนทอร์ หรือคนแคระ นำมาจากเทพนิยายกรีกและนอร์ส มีผู้วิเคราะห์ว่า ลิวอิสอาจได้รับแรงบันดาลใจทางการเมืองจากความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ระหว่างอังกฤษและไอร์แลนด์ด้วย (ในฉบับแปลภาษาไทย บทความท้ายเล่มที่แนะนำหนังสือชุดนี้และตัวผู้ประพันธ์ ก็กล่าวถึงความเป็นไปได้ข้อนี้) ในการสร้างตัวละครมนุษย์ฝ่ายที่มิใช่ฝ่ายดี (หรือฝ่ายพระเอกนางเอก) คือเผ่าพันธุ์ คาร์โลเมน มีผู้เห็นว่าลิวอิสได้ใช้ภาพต้นแบบที่เจือปนด้วยอคติของชาวยุโรปผิวขาวที่มีต่อชนผิวสี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพลักษณ์ของชาวอาหรับ หรือตะวันออกกลาง หรือชาวมุสลิม ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้วิจารณ์ว่างานชุดนาร์เนียของลิวอิสมีลักษณะเหยียดผิวและมีอคติทางเชื้อชาติศาสนา

ตู้พิศวง ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในชื่อ อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย ตอน ราชสีห์, แม่มด กับตู้พิศวง (The Chronicles of Narnia: The Lion, the Witch and the Wardrobe) โดยบริษัทวอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส เข้าฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2548 และประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์ ทั้งยังมีภาคสองอีกคืออภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย ตอน เจ้าชายแคสเปี้ยน (The Chronicles of Narnia: Prince Caspian)แต่รายได้ไม่ดีเท่าภาคแรกอย่างมาก ทั้งๆที่คำวิจารณ์และผู้ชมก็ชื่นชม บริษัทจึงไม่สนใจภาพยนตร์ชุดนี้อีกต่อไป บริษัท เทวนตี้ เซนจูรี่ ฟอกซ์ ได้ตกลงทำสัญญากับบริษัท วอลเดน มีเดีย เจ้าของลิขสิทธิ์ดั้งเดิมแทนดิสนีย์ และสร้างเป็นภาพยนตร์ ชื่อว่า อภินิหารตำนานแห่งนาร์เนีย ตอน ผจญภัยโพ้นทะเล (The Chronicles of Narnia: The Voyage of The Dawn Treader )

Thumbnail

Thumbnail

ใส่ความเห็น

*